8 มีนาคม “วันสตรีสากล” เริ่มในสหรัฐฯ ขยายไปยุโรป และมีส่วนสำคัญในการปฏิวัติรัสเซีย

วันสตรีสากล เป็นหนึ่งในความพยายามเพื่อส่งเสริมสิทธิของผู้หญิงในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยในปี 1908 ได้มีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในนิวยอร์ก ด้วยการเดินขบวนของผู้หญิงกว่า 15,000 คน เพื่อเรียกร้องชั่วโมงการทำงานที่สั้นลง ค่าจ้างที่ดีขึ้น และสิทธิในการลงคะแนนเสียง

ในปี 1909 พรรคสังคมนิยมแห่งอเมริกาได้จัดวันสตรีแห่งชาติเป็นครั้งแรกตรงกับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งมีผู้หญิงจำนวนมากออกมาเดินขบวนในหลายเมืองทั่วประเทศ จากนั้นจึงได้กำหนดให้วันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์เป็นวันสตรีแห่งชาติเรื่อยมาจนถึงปี 1913

การดูแลผู้สูงอายุ

ในปี 1910 สภาสังคมนิยมสากลได้เห็นชอบให้มีการจัดงานวันสตรีสากล หลังการผลักดันของ คลารา เซตกิน (Clara Zetkin) นักกิจกรรมชาวเยอรมัน และในปีถัดมา หลายประเทศในยุโรปจึงเริ่มจัดงานวันสตรีสากลเป็นครั้งแรก ในวันที่ 19 มีนาคม ซึ่งมีประชาชนรวมกันนับล้านที่เข้าร่วมการเดินขบวนในวันนี้

ในที่ 8 มีนาคม 1917 (23 กุมภาพันธ์ ตามปฏิทินจูเลียน) สาวรัสเซียได้ออกมาเดินขบวนเนื่องในวันสตรีสากล พร้อมกับการประท้วงเพื่อ “ขนมปังและสันติภาพ” หลังทหารรัสเซียต้องเสียชีวิตไปกว่า 2 ล้านรายในสงครามโลกครั้งที่ 1 แม้รัฐบาลของกษัตริย์รัสเซียพยายามกำราบแต่ประชาชนยังคงลุกฮือต่อต้านอย่างแข็งขัน จนพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ถูกขับออกจากราชบัลลังก์

ในปี 1921 วันสตรีสากลได้ถูกกำหนดให้ตรงกับวันที่ 8 มีนาคมอย่างเป็นทางการ ซึ่งในทศวรรษถัดมาหลังการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิในการลงคะแนนเสียงของสตรีเป็นผลสำเร็จ การให้ความสำคัญกับวันสตรีสากลจึงค่อยๆเสื่อมลง จนกระทั่งถึงทศวรรษที่ 1960 เมื่อลัทธิสตรีนิยมเริ่มเติบโตขึ้น และด้วยการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ วันสตรีสากลจึงถูกกลับมาให้ความสำคัญอีกครั้งในช่วงปลายศตวรรษที่ 20